
อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากโลกที่หันมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเข้มข้นขึ้น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง
ขณะที่ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของผู้ผลิตรายใหญ่ในโลกที่ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดไทยในรูปแบบการทุ่มตลาดสะท้อนความเปราะบางของอุตสาหกรรมพื้นฐานซึ่งเป็นฐานรากของโครงสร้างพื้นฐาน การจ้างงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก ในบริบทโลกปัจจุบันที่ประเทศต่างๆ หันมาใช้มาตรการปกป้องทางการค้ามากขึ้นอย่างเข้มข้น ผ่านมาตรการกีดกันในรูปแบบต่างๆ
ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของตนเอง ประกอบกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดและยกระดับความขัดแย้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่การสร้างระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนถึงยุคโลกาภิวัตน์ที่การค้าและการลงทุนเคยขยายตัวอย่างเสรี ซึ่งแนวโน้มในระยะข้างหน้าดูจะน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าเหล็กในสัดส่วนสูงถึงประมาณสองในสามของความต้องการใช้งานทั้งหมด หรือมากกว่า 16 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลิตได้เองเพียง 1 ใน 3 และที่น่ากังวลคืออัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอยู่เพียง 30% ทั้งที่ไทยอาจไม่สามารถผลิตเหล็กได้ครบทุกชนิด แต่ยังมีศักยภาพที่จะใช้กำลังการผลิตได้มากกว่านี้อย่างมีนัยสำคัญ
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ระดับต่ำ มาจากการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศลักษณะทุ่มตลาด โดยเฉพาะจากจีนที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินมากสุดในโลกทำให้ราคาเหล็กนำเข้าต่ำผิดปกติและกระทบผู้ผลิตในประเทศต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐจะมีมาตรการทางการค้าเพื่อดูแลอุตสาหกรรมเหล็กหลายมาตรการ ซึ่งต้องขอขอบคุณในความพยายามดังกล่าว แต่ในภาพรวมปริมาณการนำเข้าเหล็กกลับไม่ได้ลดลง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจึงมีความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ใน 4 ประเด็นหลัก
1.การดำเนินมาตรการปกป้องทางการค้าเชิงรุกที่ครอบคลุม มีประสิทธิผลและรวดเร็วเพียงพอ ที่จะทำให้การนำเข้าที่ไม่เป็นธรรมลดลงได้เป็นรูปธรรม โดยควรกำหนดตัวชี้วัดเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากการเพิ่มการส่งออกแล้ว อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็ก สามารถมีส่วนช่วยเพิ่ม GDP ได้ หากรัฐบาลกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มการใช้สินค้าในประเทศ เช่น การตั้งเป้าเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กจากระดับ 30% ในปัจจุบันเป็น 40% ในปีถัดไป
สำหรับกลุ่มสินค้าใดที่ประสบปัญหาการทุ่มตลาด สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าสินค้าที่มีความผิดปกติทั้งด้านปริมาณและราคา ผ่านระบบ National Single Window ของกรมศุลกากร เพื่อเฝ้าระวังการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ และกรณีที่ตรวจพบชัดเจนตามกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) มาตรการ safeguard ซึ่งหยุดใช้มานานก็นำกลับมาใช้ได้เร็ว
สำหรับแนวทางดังกล่าวคำนวณได้ชัดเจนว่าหากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะช่วยเพิ่ม GDP จากอุตสาหกรรมเหล็กได้เท่าใด และสามารถขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้เช่นกัน
2.การส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศอย่างมีเป้าหมาย เช่น โครงการ Made in Thailand (MIT) ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ รวมถึงโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หากรัฐบาลใหม่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และมาตรการที่ชัดเจนจะสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งยังประเมินได้ว่า GDP จะเพิ่มขึ้นเท่าใด และการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นในระดับใด
3.การสนับสนุนอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 สำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก สิ่งที่ทำได้เร็วคือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพลังงานสีเขียว เนื่องจากการผลิตเหล็กดิบหรือ crude steel ทั้งหมดในไทยเป็นการผลิตจากการรีไซเคิลเศษเหล็กด้วยเตาไฟฟ้า (EAF) ซึ่งมีศักยภาพพัฒนาเป็น green steel ได้ทันทีหากเข้าถึง Green electricity อย่างเพียงพอ
ขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตเหล็กจากการรีไซเคิลเศษเหล็กด้วยเตาไฟฟ้า เพื่อผลิตเหล็กที่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ
ดังนั้น การกำหนดมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศในฐานะทรัพยากรยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว จึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ แต่เพิ่มโอกาสการส่งออกทั้งผลิตภัณฑ์เหล็กโดยตรง ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ
4. มาตรฐานเหล็ก เป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัยสาธารณะ โดยภาคอุตสาหกรรมคาดหวังให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ไขและปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นก่อสร้าง รวมถึงเร่งรัดการจัดทำ มอก.เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนและผู้ใช้งานเป็นหลัก
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายทั้ง 4 ด้าน จริงจังและต่อเนื่องไม่เพียงช่วยพยุงและเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเหล็กไทย แต่เป็นการเสริมฐานเศรษฐกิจประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนและการปกป้องทางการค้ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้